คุณอยู่ที่นี่

รูป

นายกสมาคมคนตาบอดฯ เผยทุกเดือนจะมีคนตาบอดหน้าใหม่ 2 พันคน

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2560 ที่โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ สุขุมวิท 11 กรุงเทพมหานคร พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการสัมมนา 50 ปี สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย กับนโยบายสาธารณะเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน และสมัชชาคนตาบอดแห่งชาติ ครั้งที่ 20 ซึ่งมีผู้บริหาร พม. ประธานสหภาพคนตาบอดโลก ประธานสหภาพคนตาบอดโลกเอเชียแปซิฟิก ตลอดจนคนตาบอดเข้าร่วมกว่า 900 คน ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับกลุ่มพิการให้สามารถเข้าถึงสิทธิ ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อคนพิการทุกรูปแบบ โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการ อาทิ ปรับเพิ่มเบี้ยความพิการ จาก 500 บาท เป็น 800 บาท การเพิ่มเพดานเงินกู้ยืมทุนประกอบอาชีพรายบุคคลสำหรับคนพิการ จาก 4 หมื่นบาท เป็น 6 หมื่นบาท กระตุ้นการจ้างงานคนพิการในภาครัฐและเอกชนดีขึ้น ล่าสุดสามารถผลักดันให้ สนช.รับรองสนธิสัญญามาร์ราเคช เพื่อให้คนตาบอดมีโอกาสเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ ขณะที่ระยะต่อไปจะผลักดันให้คนพิการทั่วประเทศ เข้าถึงโอกาสต่างๆ อาทิ การศึกษา การแพทย์ เพื่อให้คนพิการอยู่ในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรีและเป็นประชากรที่มีคุณภาพต่อไป
รมว.พม.กล่าวอีกว่า วันนี้ตนและผู้บริหาร พม.ยังได้หารือกับนายวิกรม กรมดิษฐ์ เจ้าของนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร ซึ่งมีบริษัทในพื้นที่ 1,200 กว่าโครงการ เพื่อเตรียมร่วมมือส่งเสริมการจ้างงานคนพิการและผู้สูงอายุ ที่จะดูตั้งแต่ความต้องการแรงงาน การฝึกอบรม และจัดหาที่อยู่อาศัยรองรับ นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้เกิดศูนย์รับเลี้ยงเด็กในสถานประกอบการที่ได้มาตรฐาน เบื้องต้นจะต้องหารือในรายละเอียด พร้อมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วม อาทิ กระทรวงอุตสาหกรรม มาจัดทำแผนร่วมกัน โดยคาดว่าภายใน 2 เดือนนี้โครงการน่าจะเป็นรูปเป็นร่าง และจะเป็นแนวทางให้นิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ ต่อไป
ขณะที่ นายต่อพงศ์ เสลานนท์ นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ระยะเวลา 50 ปีสมาคมได้จัดสวัสดิการตั้งแต่การศึกษา การแพทย์ เหตุฉุกเฉินต่างๆ รวมถึงพยายามผลักดันสาธารณะเพื่อคนพิการ และล่าสุดเตรียมฝึกอบรมอาชีพให้คนพิการ เราพบว่าสมาคมไม่สามารถทำงานเพียงลำพังได้ แต่ต้องร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งนี้ ปัจจุบันมีคนตาบอด 2 แสนคน แบ่งเป็นคนตาบอดสูงวัย 1.3 แสนคน และคนตาบอดวัยทำงาน 3 หมื่นคน และจะมีจำนวนมากขึ้น จากอุบัติการณ์ที่พบคนตาบอดหน้าใหม่ประมาณ 2 พันคนต่อเดือน จากการประสบอุบัติเหตุและร่างกายเสื่อมสภาพ โดยส่วนใหญ่เป็นวัยทำงานและสูงวัย ส่วนคนตาบอดในเด็กจำนวนลดลง เนื่องจากเทคโนโลยีทางการแพทย์ทันสมัยขึ้น ทั้งนี้ ก็ฝากทำความเข้าใจว่าการตาบอดไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะสูญสิ้น ปัจจุบันมีโรงเรียนสอนคนตาบอด หากมีทักษะก็มีงานทำมีรายได้ และฝากให้สังคมให้โอกาสคนตาบอดต่อไป
ผู้เขียน: 
ฝ่ายประชาสัมพันธ์